เรื่องเล่าตระกูล ณ สงขลา สาย ณ ถลาง (ตอนที่ 1.1)

สวัสดีค่ะ ขอแนะนำตัวอีกครั้งค่ะ ดิฉัน ผศ. มยุรี เลื่อนราม บุตรคุณแม่ วิจิตรา ณสงขลา และคุณพ่อเจริญ โชติพันธุ์ ก่อนแต่งงานใช้นามสกุลัโชติพันธ์ุ หลัง แต่งงานใช้นามสกุลเลื่อนราม แต่ไม่ว่าจะใช้นามสกุลใดก็ตาม สายเลือด ณ สงขลา ของคุณแม่ในตัวดิฉัน่ก็ยังเข้มข้นอยู่เสมอค่ะ
________________________

จะขอเล่าเรื่องตระกูล ณ สงขลา สาย ณ ถลาง โดยจะแบ่งเป็น 2 ตอน คือ

ตอนที่ 1 จะกล่าวถึง ชีวิตการทำงานครอบครัว และบรรพบุรุษของท่านผู้เป็นต้นตระกูล
ตอนที่ 2 จะกล่าวถึงผู้เป็นเชื้อสายของตระกูล ณ สงขลา สาย ณ ถลาง
________________________

ตอนที่ 1.1 ชีวิต การทำงานและครอบครัว ของท่านผู้เป็นต้นตระกูล
""""""""""""""""""""
ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่พระยาวิเชียรคีรี(เถี้ยนเส้ง) เจ้าเมืองสงขลาลำดับที่ 4 (2361-2390) ได้ย้ายเมืองสงขลาจากฝั่งทะเลสาบแหลมสนมาตั้งเมืองใหม่ที่ฝั่งทะเลสาบบ่อยางซึ่งอยู่ตรงข้ามกัน ท่านก็ได้เริ่มพัฒนาเมือง ให้เป็นเมืองใหญ่ที่มั่นคงและสำคัญ และได้ตั้งจุดมุ่งหมายในการพัฒนาเมืองไว้หลายด้าน ซึ่งด้านหนึ่งก็คือการเสาะแสวงหาผู้รอบรู้่ทางราชนิติ ประเพณี กฎหมายของบ้านเมือง และเพื่อเป็นหลักที่ปรึกษาประจำเมือง พระยาวิเชียรคีรีจึงได้น้องชายของพระยาถลาง(ฤกษ์)มาทำงานสำคัญดังกล่าว เมื่อประมาณ พ.ศ. 2380 เป็นต้นมา

น้องชายพระยาถลาง(ฤกษ์) ได้ตำแหน่งเป็นเป็นกรมการเมืองฝ่ายกฎหมาย และเป็นที่ปรึกษาฝ่ายราชนิติประเพณี ท่านทำงานด้วยความรู้ความสามารถ จนได้รับความไว้วางใจ แต่งตั้งให้เป็น พระปลัดเมืองสงขลา และท่านยังเป็นหนี่งในคณะกรรมการวางเสาหลักเมืองในสมัยพระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง) เมื่อปี พ.ศ. 2385

ต่อมาพระปลัดเมืองสงขลา ได้สมรสกับธิดาคนหนึ่งของพระยาวิเชียรคีรี(เถี้ยนเส้ง) (ข้อมูลจากคุณอังสุมาลี โรจนะหัสดินที่ได้ฟังจากญาติผู้ใหญ่และบันทึกไว้) และมีบุตรด้วยกันเท่าที่จำได้คือ หลวงเทพอาญา

นี่เป็นการเริ่มต้นของต้นตระกูล ณ สงขลา สาย ณ ถลาง ท่านผู้เป็นต้นตระกูลของ ณ สงขลา สายนี้ ลูกหลานรุ่นหลังไม่ทราบชื่อของท่าน เพราะคนมักจะเรียกท่านด้วยความเคารพว่า " ท่านหลัด" ซึ่งหมายถึงท่านปลัด โดยไม่เรียกชื่อ จึงทำให้จำชื่อท่านไม่ได้


จบตอนที่1.1 ครั้งต่อไปจะพูดถึงข้อ1.2 บรรพบุรุษของพระปลัดเมืองสงขลา จากการค้นคว้าพบว่าสามารถลำดับชั้นของสายสกุลขึ้นไปจากท่านได้ถึง 5 ลำดับชั้น ขอเชิญท่านติดตามค่ะ.

เครดิต: ผศ. มยุรี เลื่อนราม

เรื่องเล่าจากบ้านคุณสุเทพ ณ สงขลา

#เล่าเรื่องจากบ้าน คุณสุเทพ ณ สงขลา ตอนที่ 1 - วัยเรียน

วันนี้ กทม. ฝนตกทั้งวัน เรามาฟังเรื่องเล่าจากบ้าน ณ สงขลากันดีกว่าครับ เรื่องเล่าวันนี้มาไกล คือมาจากจังหวัดพังงา เป็นเรื่องเล่าที่คุณลุงสุเทพ ณ สงขลา บุตรพระยาอภิรักษ์ราชอุทยาน (ฑิต ณ สงขลา) กับคุณหญิงลิ้ม ณ สงขลา ได้เล่าให้ผมฟังในสมัยที่คุณลุงสุเทพยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งในขณะนั้นผมเป็นประธานรวมญาติ ณ สงขลา ก่อนที่จะมาเป็นประธานชมรมสายสกุล ณ สงขลา และได้ออกหนังสือเวียนเพื่อรายงานความเคลื่อนไหวของตระกูลให้ญาติ ๆ ทราบ เมื่อคุณลุงสุเทพได้รับจดหมายเวียน 1-2 ฉบับ คุณลุงก็เริ่มเขียนจดหมายถึงผม ฉบับแรกเมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2551 คุณลุงบอกว่า คุณลุงอายุ 93 ปีแล้ว และขอบคุณที่ส่งจดหมายเวียนไปให้ รวมทั้งได้ให้กำลังใจและอวยพรให้ผมประสบความสําเร็จในการทำหน้าที่ประธานรวมญาติ ณ สงขลา นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมรู้จักคุณลุงสุเทพ หลังจากนั้นเราก็ได้ติดต่อพูดคุยกันเรื่อยมา อีกทั้งเมื่อผมได้มาทำกิจกรรมของตระกูลร่วมกับลูก ๆ หลาน ๆ ของคุณลุงอีกหลายครั้ง จนทำให้พวกเรามีความสนิทสนมกันมากยิ่งขึ้น คุณลุงสุเทพถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2556ในการเล่าวันนี้ ผมได้ปรึกษาคุณทิพวรรณ (ณ สงขลา) เจียระกิจ บุตรสาวคนโตของคุณลุง ซึ่งคุณทิพวรรณได้กรุณาให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่เป็นประโยชน์อย่างมาก ผมขอขอบพระคุณคุณทิพวรรณเป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ด้วย และผมจะพยายามคงถ้อยคำสำนวนของคุณลุงไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่อาจจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมบ้างในบางตอนเพื่อความเหมาะสม

เรื่องเล่าจากบ้านคุณมัณฑนา (ณ สงขลา) เชิดวิศวพันธ์

วันนี้มีเรื่องเล่าจากบ้านคุณมัณฑนา (ณ สงขลา) เชิดวิศวพันธ์ อายุ 88 ปี และบ้านคุณจุมพล ณ สงขลา อายุ 84 ปี อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มาเล่าให้ญาติๆ ฟัง แต่ก่อนที่ท่านทั้งสองจะเล่าให้ผมฟัง ท่านได้ขอออกตัวก่อนว่า ในการเล่าบางเหตุการณ์อาจจะมีความทรงจำที่ลางเลือนไปบ้าง ก็ขอให้ลูกหลานหลวงอุดมภักดี (ทับ) หรือญาติ ณ สงขลาท่านอื่นๆ ได้กรุณาแสดงความคิดเห็นหรือแก้ไขให้ถูกต้องด้วย จะขอบคุณมาก

คุณมัณฑนาและคุณจุมพลเป็นบุตรของ คุณเอื้อ (นามเดิม “เอื้อน”) กับคุณชิต ณ สงขลา เป็นหลานของหลวงอุดมภักดี (ทับ) และเป็นเหลนของพระยาวิเชียรคีรี (ชุ่ม) เจ้าเมืองสงขลาลำดับที่ 7 ในตระกูล ณ สงขลา คุณมัณฑนาและคุณจุมพลได้เล่าให้ฟังว่า คุณปู่เป็นบุตรคนที่ 9 ของพระยาวิเชียรคีรี (ชุ่ม) กับนางเทศ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็น “หลวงอุดมภักดี” ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา ถือศักดินา 1,000 ไร่ ช่วยราชการพระยาวิเชียรคีรีศรีสมุทวิสุทธิ์ศักดามหาพิไชยสงคราม รามภักดีอภัยพิริยบรากรมพาหุ ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา นอกจากนี้ คุณปู่ยังได้ประกอบธุรกิจส่วนตัวอีกด้วย เช่น ธุรกิจโรงเลื่อย โรงน้ำแข็ง โรงสี รับสัมปทานรังนก ธุรกิจเดินเรือรับส่งผู้โดยสารและสินค้าระหว่างจังหวัดสงขลากับกรุงเทพฯ ค้าขายสินค้าทั่วไป เป็นต้น ในปี พ.ศ. 2455 ได้มีเหตุการณ์อันไม่คาดฝันเกิดขึ้น เมื่อคุณปู่ซึ่งมีอายุประมาณ 45 ปีในขณะนั้น ได้ไปตรวจกิจการโรงเลื่อย และไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด จึงทำให้ชายผ้าโจงกระเบนของคุณปู่เข้าไปติดกับใบเลื่อยซึ่งกำลังทำงานอยู่ แล้วดึงร่างคุณปู่เข้าไปสู่ใบเลื่อย จนทำให้ถึงกับเสียชีวิต ในขณะที่คุณพ่ออายุได้ 9 ขวบ

เรื่องเล่าจากพี่จิง

สวัสดีค่ะ ชื่อจิงนะคะ ขอเล่าเรื่องจากบ้านอีกคนนะคะ พอดีเห็นพี่แป๊ะ(ไชยพร)เล่ามา ก็เลยขอต่อนิดนึง ที่เรียกพี่แป๊ะเพราะเรียกมาตั้งแต่เด็กๆ จนเรียกติดปากมาจนทุกวันนี้ ตั้งแต่เด็กๆ เคยสงสัยว่าทำไมบ้านที่เราอยู่(คือบ้านปู่หนูที่รือเสาะ) ซึ่งณ ตอนนั้นขายพวกอะไหล่รถต่างๆ จึงมีชื่อร้านว่า"เถี้ยนเส้ง"เสียดายที่ตอนนั้นไม่มีโทรศัพท์เหมือนสมัยนี้ เลยไม่ได้บันทึกรูปไว้จนตอนนี้จึงมาเข้าใจว่าทำไมจึงตั้งชื่อร้านว่า"เถี้ยนเส้ง"คาดเดาว่าปู่น่าจะเอาชื่อบรรพบุรุษมาตั้งเพื่อที่ลูกหลานจะได้จำ ชื่อนี้และคงรู้ที่มาของชื่อนี้ได้ในกาลข้างหน้า


อีกเรื่องที่อยากจะเล่า คืออยู่ๆที่บ้านจะมีการจัดงานแต่งงานขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นงานใหญ่มากๆสำหรับในอำเภอรือเสาะ จำได้ว่ามีการเตรียมงานอย่างใหญ่โต เจ้าบ่าวในวันนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพี่แป๊ะ(ไชยพร)กับพี่นิด(เสาวณีย์) ตำนานร้าน"เถี้ยนเส้ง"ก็คือสถานที่จัดงานมงคลสมรสของพี่แป๊ะกับพี่นิด ซึ่งเป็นความทรงจำที่ดีมากๆ ภาพถ่ายไม่แน่ใจว่าพี่แป๊ะยังมีอยู่รึป่าว 

เครดิต: จิง น้องพี่แป๊ะ

เรื่องเล่าจากอาแป๊ะ (ภาค 1)

ผม แป๊ะ ไชยพร ณ สงขลา บุตรชายคนเดียวของ กำนันชิต ณ สงขลา คุณปู่ชื่อ บี้ หรือรู้จักกันตามที่พ่อเล่า ว่า บี้ มหาดเล็ก หนึ่งในบุตรของท่านชุ่ม เจ้าเมืองคนที่ 7 มี บุตรสามคน ชื่อ ชิตะภัทร ชิตะภูมิ และ พรชิตา บ้านเดิมของพ่ออยู่ที่ อำเภอระโนด หมู่บ้านเดียวกับน้าเชื้อ ปู่ของ เอก จิ๊บ แล้วพ่อก็ย้าย จากระโนด ไปอยู่ รือเสาะ พร้อมกับ ย่าเนียม(ภรรยาอีกคนของปู่) และ น้องๆอีกสามคน คือน้าสุนีย์ น้าสุทิน น้าสุรินทร์ โดยไปอยู่กับ ลุงหนู พี่ชายต่างมารดาของพ่อ ลุงหนู ณ สงขลา ก็คือ คุณพ่อของ พี่เลียง พ่อของ โจ้ จิง จาม จอย ที่รือเสาะทีจริงมีญาติเยอะ แต่กลัวถ้ากล่าวถึงทกคนจะยาว เอาเท่าที่ หลายคนพอรู้จัก ก็ คุณกลาง สุทธิมาณ ภรรยา พล.ต.อ. สุนทร ซ้ายขวัญ


เอาละครับภาค 1ขอแค่นี้ครับ เดี๋ยวยาว ไป เดี๋ยวภาค 2 จะตามมา คราวนี้ จากรือเสาะไปบ่อยาง

เครดิต: ไชยพร ณ สงขลา

เหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยากับสายสกุล ณ สงขลา

เหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา เป็นเหรียญเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาขึ้นเมื่อ พ.ศ.2425 เพื่อพระราชทานแก่บุคคลที่มีความรู้ ความสามารถอย่างเอกอุ ไม่มีผู้ใดทำได้เสมอหรือดีเท่าและความรู้นี้เป็นเป็นประโยชน์แก่ราชการแผ่นดิน
บุคคลในสายสกุล ณ สงขลา ซึ่งรับราชการและมีความรู้ความสามารถอันเป็นที่ยอมรับและประจักษ์ในความรู้ความสามารถตลอดจนผลงานของท่านจนได้รับพระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยาตั้งแต่การสถาปนาครั้งแรก ในรัชกาลที่ 5 จนปัจจุบัน มีจำนวน 4 ท่าน ได้แก่
1. พระยาวิเชียรคีรี (ชม) ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา ลำดับที่ 8 โดยท่านเกิดเมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ.2397 โดยเมื่อมีอายุได้ 11 ปีได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กหลวง และเมื่ออายุ 16 ปีได้กลับมาช่วยราชการที่เมืองสงขลา มีตำแหน่งเป็นหลวงวิเศษภักดี และได้มีความเจริญก้าวในราชการจนได้ใจรับพระราชทานให้เป็นพระยาวิเชียรคีรี ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา เมื่อ พ.ศ.2433 ท่านชม เป็นผู้ไฝ่รู้ในวิทยาการแขนงต่างๆ ได้แก่ การศึกษาหนังสือไทยกับเจ้าพระยาวิเชียรคีรี (เม่น)ผู้เป็นปู่ วิชาช่างไม้และยิงปืน กับพระยาหนองจิก ซึ่งเป็นญาติวิชาโหราศาสตร์จากคุณหญิงพับ ผู้เป็นมารดา ได้ศึกษาวิชาการถ่ายภาพและล้างภาพกับหลวงอัคนีนฤมิตร ช่างถ่ายภาพคนไทยคนแรก และชาวต่างชาติที่ได้มาฉายพระบรมรูปให้กับพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 ท่านชมนับว่าเป็นช่างภาพต่างจังหวัดคนแรกของไทย มีผลงานภาพถ่ายตั้งแต่ พ. ศ.2430 จนถึง พ.ศ. ได้ศึกษาวิชาการเดินเรือและทำแผนที่ กับกัปตันเรือชาวต่างชาติ ได้ศึกษาวิชา ช่างเหล็ก ช่างทอง จนมีการตั้งโรงงานมีเครื่องจักร เครื่องกล ภายในบ้านของท่านและห้องล้างอัดภาพมีการสั่งกระดาษอัดภาพจากต่างประเทศมียี่ห้อ และมีรูปเสือและต้นมะพร้าวอยู่ด้านหลังกระดาษอัดภาพนอกจากนี้ท่านชม ยังมีความรู้ด้านการแพทย์ซึ่งได้ศึกษาจากคณะแพทย์จากกรุงเทพฯมท่านชมได้รับพระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยาเมื่อ พ.ศ. 2443

Page 2 of 3

Back to Top